หลักการทำบัญชี

โดยส่วนใหญ่ธุรกิจที่เป็นบุคคลธรรมดา เมื่อดำเนินกิจการมาถึงจุดที่มีรายได้สูง การจัดการเรื่องรายรับรายจ่าย การทำบัญชี เพื่อยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เริ่มไม่ง่ายอย่างที่คิด การเลือกวิธีการหักค่าใช้จ่าย การจัดเก็บเอกสาร บิล ใบเสร็จต่างๆ และทำบัญชีรายรับรายจ่าย ในแต่ละวัน เพื่อแสดงต่อสรรพากรอย่างถูกต้อง

สารบัญ
  1. สิ่งที่กิจการต้องทำหลังจดบริษัทเป็นนิติบุคคล

  2. หลักการยื่นภาษีนิติบุคคล

  3. แนวทางประหยัดภาษีนิติบุคคล

  4. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

  5. วิธีการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ภาษีขาย

  6. วิธีการจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

  7. วิธีการจัดทำงบทดลอง

  8. วิธีการจัดทำหมายเหตุประกอบงบการเงิน

  9. นิติบุคคลทำบัญชีเองได้หรือไม่

  10. ประโยชน์ของการทำบัญชี

  11. ถึงเวลาที่กิจการต้องจ้างสำนักงานบัญชีแล้วหรือยัง

  12. การเลือกสำนักงานบัญชีคุณภาพ

  13. การเตรียมเอกสารประกอบการลงบัญชี

  14. หลักการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี

สิ่งที่กิจการต้องทำหลังจดบริษัทเป็นนิติบุคคล
  1. การเปิดบัญชีธนาคาร

  2. ขึ้นทะเบียนลูกจ้าง

  3. จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

  4. เอกสารค่าใช้จ่ายของกิจการ

  5. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

  6. เตรียมเอกสารทางบัญชี

  7. ภาษีอื่นๆ

หลักการยื่นภาษีนิติบุคคล

กฎหมายกำหนดให้ยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 ช่วง คือ

  • ภ.ง.ด.51 สำหรับรอบครึ่งปี

  • ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบสิ้นปี

แนวทางประหยัดภาษีนิติบุคคล

การประหยัดภาษีนิติบุคคลที่ดีที่สุดและถูกต้องตามกฎหมาย คือการนำรายจ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของกิจการมาคำนวณหักภาษีที่ต้องจ่ายก็ช่วยประหยัดภาษีได้ เช่น ค่าใช้จ่ายที่ซื้อนามบริษัท ค่าฝึกอบพนักงาน ค่าสัมมนา ค่าเสือมราคา จ้างผู้ผู้พิการหรือผู้สูงอายุ

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

วิธีการหักภาษี ณ ที่จ่าย แต่ละประเภท

  1. ค่าจ้างและเงินเดือน

  2. จ้างทำงานหรือบริการ

  3. จ้างบริการวิชาชีพอิสระ

  4. จ้างรับเหมาหรือบริการ

  5. ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์

  6. ค่าโฆษณา

  7. ค่าขนส่ง

วิธีการจัดทำรายงานภาษีซื้อภาษีขาย

นิติบุคคลที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ จำเป็นต้องยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.30) แก่สรรพากรภายในวันที่ 15 ของทุกเดือน

1. รายงานภาษีซื้อ

เป็นรายงานที่กิจการจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดรายการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่น ต้องมีรายละเอียดดังนี้

  • ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีซื้อ / เดือนภาษีและปีภาษี / ชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี/ ที่อยู่/ สำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นภาษี / รายละเอียดของใบกำกับภาษีซื้อ

2. รายงานภาษีขาย

เป็นรายงานที่กิจการจัดทำขึ้นเพื่อบันทึกรายละเอียดรายการที่ผู้ประกอบกิจการจดทะเบียนได้ออกใบกำกับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ต้องมีรายละเอียดดังนี้

  • ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีขาย / เดือนภาษีและปีภาษี / ชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี/ ที่อยู่/ สำนักงานใหญ่ หรือสาขาที่ยื่นภาษี / รายละเอียดของใบกำกับภาษีขาย

วิธีการจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ

กฎหมายกำหนดให้กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ทำธุรกิจขายสินค้า ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุ โดยรูปแบบต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

โดยผู้มีหน้าที่จัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ได้แก่ กิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบธุรกิจขายสินค้าเท่านั้น

ส่วนกิจการที่ทำธุรกิจบริการไม่ต้องจัดทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รวมถึงกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นบุคคลธรรมดาก็ได้รับยกเว้นไม่ต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบเช่นกัน แต่ต้องตรวจนับสินค้าคงเหลือปีละ 2 ครั้ง คือ 30 มิ.ย. และ 31 ธ.ค. ของปี

สารบัญ
  1. ข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

  2. นิติบุคคลทำบัญชีเองได้หรือไม่

  3. ประโยชน์ของการทำบัญชี

  4. การเตรียมเอกสารประกอบการลงบัญชี

  5. ถึงเวลาที่กิจการต้องจ้างสำนักงานบัญชีแล้วหรือยัง

  6. การเลือกสำนักงานบัญชีคุณภาพ

  7. หลักการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี

ข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

ประกอบด้วยข้อมูลทั่วไปของกิจการ นโยบายการบัญชีที่สำคัญที่บริษัทใช้ บุคคลกิจการที่เกี่ยวข้องกัน เป็นการแสดงรายละเอียดรายงานเรื่องต่างๆ นอกเหนือจากตัวเลขที่เห็นในงบการเงิน เช่น

  • รายละเอียดลูกหนี้

  • รายละเอียดสินค้าคงเหลือ

  • รายละเอียดที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์

  • ข้อมูลจำแนกตามส่วนงาน

  • ภาระผูกพันและหนี้สินที่อาจจะเกิดขึ้น

  • การค้ำประกัน

  • คดีความฟ้องร้อง

  • เหตุการณ์ภายหลังวันที่ในงบการเงิน

นิติบุคคลทำบัญชีเองได้หรือไม่

บริษัททำบัญชีเองได้หากเป็นไปตามเงื่อนไขดังนี้

  • กิจการมีพนักงานที่จบด้านบัญชี และมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กรมพัฒฯ กำหนด สามารถทำบัญชีเองได้ จากนั้นต้องจ้างผู้สอบบัญชี ตรวจสอบ และออกงบการเงิน เพื่อใช้ยื่นงบการเงินและภาษีประจำปี

  • กรณีที่กิจการไม่มีผู้ทำบัญชี กิจการสามารถทำรายรับรายจ่ายต่างๆ เบื้องต้น บันทึกลงใน Excel หรือใช้บริการโปรแกรมบัญชีสำเร็จรูป พร้อมกับเก็บเอกสารให้ครบถ้วน จากนั้นจ้างให้สำนักงานบัญชีลงบัญชี ยื่นแบบภาษีประจำเดือน ภาษีประจำปี และปิดบัญชี

คุณสมบัติของนักบัญชีตามเกณฑ์ที่กรมพัฒนาธุรกิจกิจการค้ากำหนดไว้ ดังนี้
1. ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำระดับปวส. ทางบัญชี หรือปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป

ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท

2. ต้องมีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการบัญชีขึ้นไป
  • ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน บริษัทจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ที่มีทุนจดทะเบียนเกิน 5 ล้านบาท หรือมีสินทรัพย์รวม หรือรายได้รวมเกิน 30 ล้านบาท

  • บริษัทมหาชน ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย

  • นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศประกอบกิจการในไทย

  • กิจการร่วมค้า

ประโยชน์ของการทำบัญชี
  • เพื่อเป็นข้อมูลช่วยในการวางแผนในด้านต่างๆของกิจการ เช่น วางแผนกำไร และค่าใช้จ่ายของกิจการ วางแผนการตลาดและการลงทุน

  • เพื่อให้กิจการมีระบบควบคุมภายในที่ดี โดยเฉพาะการตรวจสอบป้องกันการทุจริตที่อาจเกิดได้ เนื่องจากการทำบัญชีที่ดีจะสามามารถเก็บข้อมูลหลักฐานเพื่อใช้ยืนยันความถูกต้องได้

  • เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาแหล่งเงินทุน สามารถนำข้อมูลมูลบัญชีไปใช้ประกอบการกู้ยืมจากสถาบันการเงินได้อย่างถูกต้อง

  • เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้องและประหยัด กิจการสามารถวางแผนว่าควรนำรายจ่ายใดมาใช้ประโยชน์ทางภาษีได้บ้าง เพื่อประหยัดภาษีและทำให้การเสียภาษีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

การเตรียมเอกสารประกอบการลงบัญชี

ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน ใบกำกับภาษี หนังสือ หรือเอกสารใดๆ ที่เป็นหลักฐานในการลงบัญชี จะต้องส่งให้แก่สำนักงานบัญชี เพื่อใช้ในการลงบัญชี มีดังนี้

  1. ใบเสร็จรับเงิน-ใบกำกับภาษี (ขาย) คือเอกสารที่แสดงรายการขายสินค้าหรือการให้บริการของกิจการ ที่จัดทำให้กับผู้ซื้อหรือลูกค้า

  2. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ที่ถูกหักไป) คือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย สำหรับรายได้ของกิจการ ซึ่งถ้าหากกิจการทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ ลูกค้าที่ชำระค่าบริการจะมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนที่จะจ่ายเงิน พร้อมกับจัดทำเอกสารการรับรองหักภาษี ณ ที่จ่ายให้กับกิจการ

  3. ใบเสร็จรับเงิน-ใบกำกับภาษี (ซื้อ) คือเอกสารยืนยันยับการชำระเงินของกิจการ เมื่อมีการซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องมีหลักฐานใบเสร็จรับเงิน-ใบกำกับภาษีซื้อ เพื่อใช้ยืนยันว่ามีการซื้อสินค้าของกิจการจริง

  4. หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ที่กิจการเป็นผู้หัก) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ในทวิ 50 ชื่อกิจการต้องเป็นผู้จัดทำ เมื่อมีการชำระค่าบริการหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กิจการมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ก่อนที่จะจ่ายเงิน

  5. สปส 1-01 ส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 (ส่งประกันสังคม) ในกรณีที่กิจการมีการจ้างพนักงานตั้งแต่ 1 คนขึ้นขึ้นไป กิจการจะต้องทำประกันสังคมให้กับพนักงาน และนำส่งประกันสังคมไม่เกินวันที่ 15 ของเดือนถัดไป พร้อมเก็บสำเนาเอกสารการนำส่งและหลักฐานการชำระเงินไว้ เพื่อจัดส่งให้สำนักงานบัญชี

เอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการลงบัญชี

ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ

  1. เอกสารที่ต้องใช้ เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี ที่จัดทำขึ้นโดยผู้จัดทำบัญชี เพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอก

  2. เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่จัดทำขึ้นโดยผู้จัดทำบัญชี เพื่อใช้ในกิจการของตนเอง

  3. เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีที่จัดทำขึ้นโดยบุคคลภายนอก

เอกสารที่ผู้จัดทำบัญชีต้องจัดทำประกอบด้วย
  1. บัญชีรายวัน เช่น บัญชีรายวันซื้อ รายวันขาย รายวันทั่วไป บัญชีเงินสด บัญชีเงินฝากธนาคาร

  2. บัญชีแยกประเภท เช่น บัญชีแยกประเภทสินทรัพย์ หนี้สินและทุน บัญชีแยกประเภทรายได้และค่าใช้จ่าย

  3. บัญชีแยกประเภทลูกหนี้ บัญชีแยกประเภทเจ้าหนี้ และบัญชีสินค้าคงคลัง

ถึงเวลาที่กิจการต้องจ้างสำนักงานบัญชีแล้วหรือยัง

ระยะเวลาอาจไม่ใช่ตัวกำหนดว่าจะต้องจ้างสำนักงานบัญชีเมื่อไหร่ เพราะความพร้อมของแต่ละกิจการนั้นไม่เท่ากัน ด้วยเหตุนี้ กิจการจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ ดังนี้

  1. ขนาดของกิจการ หากกิจการมีขนาดเล็ก ไม่ซับซ้อน ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็อาจยังไม่จำเป็นต้องจ้างสำนักงานบัญชี แต่ถ้ากิจการมีขนาดกลางขึ้นใหญ่ สามารถจ้างสำนักงานบัญชีได้ตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล จัดทำบัญชีรายเดือน นำส่งภาษีที่เกี่ยวข้อง

  2. หากมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แล้วไม่มีผู้ทำบัญชีกิจการควรจ้างสำนักงานบัญชี แต่ถ้าหากยังไม่พร้อมเรื่องเงินในการจ้างสำนักงานบัญชี อาจจ้างเฉพาะช่วงที่ต้องปิดจบการเงิน สอบบัญชี เพื่อยื่นงบการเงินและยื่นภาษีประจำปีก่อนได้

การเลือกสำนักงานบัญชีคุณภาพ
  1. ราคาที่สมเหตุสมผล มีความสมดุลกันระหว่างราคากับเนื้องาน หากเนื้องานน้อย เอกสารไม่มากแน่นอนว่าราคาย่อมถูกลง แต่ถ้าหากเอกสารมีจำนวนเยอะ รวมถึงความซับซ้อนของแต่ละกิจการราคาก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย ขึ้นอยู่กับขอบเขตการบริการทำบัญชีที่ตกลงกัน

  2. ติดต่อง่าย สะดวก รวดเร็ว เป็นเครื่องการันตีได้ว่าจะไม่เงียบหาย และมีการจัดสรรพนักงานเพื่อมาดูแลบัญชีของกิจการโดยเฉพาะ เพื่อให้การติดต่อประสานงานได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว

  3. สำนักงานบัญชีมีตัวตนอยู่จริง มีหลักแหล่งชัดเจน หากอนาคตเกิดอะไรขึ้น ผู้ประกอบการจะมั่นใจได้ว่า สำนักงานบัญชีที่เราเลือกใช้จะยังคงอยู่คอยช่วยเหลือกิจการ

  4. สามารถให้คำปรึกษาเรื่องบัญชีและภาษีแก่กิจการได้ โดยปกติสำนักงานบัญชี เป็นบริษัทที่ให้คำปรึกษาเรื่องบัญชีและภาษีที่ดีอยู่แล้ว ซึ่งสำนักงานบัญชีควรมีความเข้าใจพื้นฐานในธุรกิจของเรา สามารถตอบคำถามและให้คำปรึกษาเราได้อย่างถูกต้อง

  5. ขอบเขตบริการบัญชีที่ตกลงให้บริการ ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำนักจานบัญชีจะต้องทำหลักๆ

    ประกอบไปด้วย
    • ปิดบัญชีทั่วไป เมื่อมีการว่าจ้างสำนักงานบัญชีให้กำบัญชีรายเดือน ทางสำนักงกงานบัญชีจะรวบรวมเอกสารแต่ละเดือนลงบันทึกบัญชีสมุดรายวันรับ สมุดรายวันจ่าย และอื่นๆ เพื่อออกงบการเงิน งบกระทบยอดเงินฝากธนาคาร จบกำไรขาดทุนและอื่นๆ

    • ยื่นแบบประจำเดือน สำนักงานบัญชีจะเป็นคนคนยื่นแบบรายเดือนต่างๆ แทนบริษัท เช่น ภ.จ.ด.) ก.ง.ด.3 ก.ง.ด.53 ก.ง.ด.54 ก.พ.36 , ก.พ.30

    • ยื่นแบบประจำปี จัดทำพร้อมยื่นภาษีกลางปี ปลายปี ส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายประจำปีของพนักงานแก่ กรมสรรพากร ส่งงบการเงินให้กระทรวงพาณิชย์ สรุปรายการนำส่งเงินสมทบประกันสังคม และอื่นๆ

  6. มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายกำหนด สำนักงานบัญชีควรต้องมีนักบัญชีที่มีคุณสมบัติการเป็นนักบัญชีตามที่กรมพัฒฯ กำหนด

    หลักการเปลี่ยนสำนักงานบัญชี
    • กิจการควรรอให้จบรอบบัญชีก่อนค่อยเปลี่ยนสำนักงานบัญชี เพื่อให้การทำงานต่อของสำนักงานบัญชีใหม่มีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด แต่ถ้าหากมีความจำเป็นจริงๆ ก็สามารถเปลี่ยนสำนักงานบัญชีได้ทันที แต่อาจจะต้องจ่ายค่าทำบัญชีซ้ำซ้อน เพราะสำนักงานบัญชีใหม่ต้องย้อนดูหรือเริ่มต้นทำบัญชีใหม่ตั้งแต่ต้นปี หรือจนถึงข้อมูลการลงบัญชีที่กิจการมีล่าสุด อีกทั้งการเปลี่ยนสำนักงานบัญชีทันที อาจต้องเสียค่าปรับการยกเลิกก่อนครบสัญญากับสำนักงานบัญชีที่เดิมก็เป็นได้

    • กิจการควรแจ้งสำนักจานบัญชีเก่าตั้งแต่แต่เนิ่น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปสำนักงานบัญชีอาจต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ในการปิดบัญชีและเคลียร์เอกสาร พร้อมกับกำหนดเวลาในการส่งคืนเอกสารและงบการเงินให้กับสำนักงานบัญชีใหม่

    • กิจการต้องขอเอกสารและข้อมูลประกอบการบันทึกบัญชีคืนทั้งหมดและรหัสผ่านที่ใช้ติดต่อทำธุรกรรมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจ และประกันสังคม จากสำนักงานบัญชีเก่าด้วย เพื่อส่งต่อให้สำนักงานบัญชีใหม่ได้ทำบัญชีต่อได้